วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

Network Layer



Network  Layer


              Network layer  ทำหน้าที่กำหนดเส้นทางและสร้างความสัมพันธ์กับข้อมูลหลายๆตัว ให้เชื่อมต่อถึงกันภายในเครือข่าย ซึ่งทำได้โดยการใช้ logical addressing ของอุปกรณ์ต่อเชื่อมซึ่งต่างจากที่อยู่ทางกายภาพของข้อมูลNetwork layer จะสนับสนุนการทำงานทั้งการต่อเชื่อมจากจุดกำเนิดและการต่อเชื่อมกับ   protocol ที่อยู่ใน layer ที่สูงกว่า protocol ที่อยู่ใน Network  layer คือ  protocol  ที่ใช้ในการเลือกเส้นทางและสนับสนุนการทำงานใน layer  นี้ได้ดี router จะทำงานอยู่ใน   layer   นี้และทำหน้าที่ให้บริการเกี่ยวกับการเลือกเส้นทางให้กับเครือข่าย  ประกอบด้วย 7 Layer



                                      



1. ลำดับชั้นฟิสิคอล Physical Layer คือ จะเข้ารหัสข้อมูลตัวเลขฐานสองให้อยู่รูปของกระแสไฟฟ้า แสง หรือตัวกลางแบบอื่น ๆ ขึ้นกับชนิดของตัวกลางที่ใช้รับส่งข้อมูลในเครือข่าย

2. ลำดับชั้นดาต้าลิงค์ Data link Layer คือ ให้บริการส่งแพ็กเก็ตไปยังตำแหน่งถัดไปในเครือข่าย เตรียมแพ็กเก็ตสำหรับจัดส่งไปยังลำดับชั้นเน็คเวิร์กตรวจสอบแพ็กเก็ตที่ถูกส่งออกมาเพื่อค้นหาความผิดพลาดที่เกิดขึ้

3. ลำดับชั้นเน็ตเวิร์ก Network Layer คือ ให้บริการรับส่งข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง บริการค้าหาเส้นทางในอินเทอร์เน็ต แยกแพ็กเก็ตให้กลายเป็นแพ็กเก็ตย่อย รวมแพ็กเก็ตที่แยกย่อย และตรวจสอบความปิดพลาดที่เกิดขึ้น

4. ลำดับชั้นทรานสปอร์ต Transport Layer คือ ให้บริการตามความลักษณะการทำงานของโปรแกรม เช่น การรับรู้แพ็กเก็ต การยืนยัน การควบคุมการส่งข้อมูล การตรวจสอบความผิดพลาดแบบ end – to – end error cheching

5. ลำดับชั้นเซสชั่น Session Layer คือ ดูแลเครื่องการเชื่อมต่อทั้งในส่วนของการเริ่มต้นการเชื่อมต่อ การรักษาการเชื่อมต่อและการหยุดการเชื่อมต่อ

6. ลำดับชั้นพรีเซนเทชั่น Presentation Layer คือ การแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทางและปลายทางสามารถรองรับได้ เพื่อทำให้การสื่อสารข้ามเครือข่ายที่มีความแตกต่างกันสามารถทำได้

7. ลำดับชั้นแอพพลิเคชั่น Application Layer คือ เป็นเหมือนตัวกลางระหว่างโปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ขอบริการจากเครือข่ายกับลำดับชั้นต่าง ๆ ที่แปลงการร้องขอเป็นสัญญาณส่งไปยังเครือข่าย


ตัวอย่างอุปกรณ์


1.  ฮับ (Hub) 


                                           


      อยู่ในชั้น Physical Layer ทำหน้าที่ในการทำสำเนาข้อมูลและส่งไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครือข่าย ไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์ แต่รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ด้วยเช่น เครื่องพิมพ์ เป็นต้น เรียกว่าส่งข้อมูลไปทั้งหมด


2.  สวิตซ์ (Switch)

               
                           

                                


    อยู่ในชั้น Data Link Layer ทำหน้าที่ส่งข้อมูลออกไปเฉพาะพอร์ตที่ใช้ในการติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีปลายทางเท่านั้น ไม่ส่งกระจายข้อมูลไปยังทุกพอร์ตเหมือนอย่างฮับ ทำให้ในสวิตซ์ไม่มีปัญหาการชนของข้อมูล




3.เราเตอร์ (Router)



                         
                   


   อยู่ในชั้น Network Layer  ทำหน้าที่เชื่อมต่ออีกเครือข่ายหนึ่งเข้ากับอีกเครือข่ายหนึ่ง




4. รีพีตเตอร์ (Repeater)




               



      อยู่ในชั้น Physical Layer เป็นอุปกรณ์ใช้สำหรับขยายสัญญาณเมื่อสายเคเบิลที่เชื่อมต่อเครือข่ายยาวมากขึ้น เพื่อขยายสัญญาณที่ถูกลดทอนลงเนื่องจากระยะทาง 



5.  บริดจ์ (Bridge)



                



      อยู่ในชั้น Data Link Layer  ทำหน้าที่ดูแลข้อมูลที่ส่งโดยพิจารณาหมายเลขของเครื่อง หรือตามศัพท์ทางเครือข่าย คือ Media Access Control (MAC Address หรือ Station Address) 







ที่มา
http://www.bpcc.ac.th/cai/network/c4.html
http://yyweb123.wordpress.com/category/uncategorized/

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

เทคโนโลยีเว็บ


เทคโนโลยีเว็บ


  • Web1.0   ยุคแห่งการเริ่มต้น


                 web1_2.jpg


                  ในยุคแรกเริ่มของเว็บไซต์ที่อินเตอร์เน็ตยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก มีเพียงกลุ่มคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ใช้งานเมื่อเทียบกับอัตราส่วนการใช้ งานอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน อาจจะมีสาเหตุมาจาก แหล่งเรียนรู้ที่ยังไม่เปิดกว้าง อุปกรณ์ในการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างเครื่องคอมพิวเตอร์และโมเด็มยังมีราคา แพง ผู้ให้บริการอินเตอร์เนตยังมีจำนวนน้อยและค่าใช้จ่ายในการใช้งานมีราคาสูง รวมไปถึงความเร็วในการเชื่อมต่อและความเร็วในการใช้งานยังมีจำกัด ทำให้เวบไซต์ในยุคนั้นมีลักษณะการแสดงเนื้อหาเป็นข้อความและภาพนิ่งเป็นส่วน ใหญ่
“Read-Only” เป็นการกล่าวถึงลักษณะของการแสดงเนื้อหาและการโต้ตอบกันระหว่างเจ้าของ เวบไซต์กับผู้เข้าชมเวบไซต์ในยุค Web 1.0 ซึ่งมีลักษณะเป็นการตอบโต้ทางเดียวคือ เจ้าของเวบไซต์มีการผลิตเนื้อหาของเว็บไซต์ และผู้ที่ต้องการข้อมูลจะเข้าไปอ่านจากเวบไซต์หรือทำการค้นหาจาก Search Engine ซึ่งเป็นเครื่องมือหรือโปรแกรมในการค้นหาเว็บต่างๆเป็นส่วนใหญ่ ผู้เข้าชมเวบไซต์ส่วนใหญ่สามารถทำได้เพียงรับข้อมูลจากเนื้อหาของเวบไซต์แต่ ไม่มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นหรือมีการโต้ตอบกันระหว่างเจ้าของเวบไซต์กับ ผู้เข้าชมเวบไซต์ ถึงแม้ว่าในการพัฒนาต่อมาจะมีการนำกระดานข่าว (webboard) มาใช้เป็นแหล่งที่ให้ผู้เข้าชมเวบไซต์สามารถแสดงความคิดเห็นหรือแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารกันได้ แต่กระดานข่าวยังไม่ได้มีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับการเข้า ชมจากผู้ชมเวบไซต์คนอื่น รวมไปถึงไม่มีการสนับสนุนหรือตัวช่วยในการค้นหาข้อมูลสำหรับผู้เข้าชมเวบไซ ต์ ซึ่งข้อจำกัดต่างๆส่งผลให้มีการพัฒนาเวบไซต์เพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้เข้า ชมมากยิ่งขึ้นอันเป็นที่มาของยุค Web 2.0
ตัวอย่างลักษณะของเวบไซต์ในยุค Web 1.0 เช่น การสร้างเวบไซต์บน GeoCities ซึ่งเป็นผู้ให้บริการฟรีโฮสติ้ง ซึ่งผู้เขียนต้องมีความรู้พื้นฐานในการทำเวบไซต์ และยากที่จะแบ่งปันเนื้อหาออกไป


ตัวอย่างเว็บไซค์

http://www.thairath.co.th/ 




  • Web2.0 ยุคแห่งการพัฒนาการและการเชื่อมโยง


                       web2_2.jpg



                   ในยุคของ Web 2.0 ที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และองค์ประกอบต่างๆ ที่ต้องใช้ในการเล่นอินเตอร์เนตมีราคาถูกลง มีการส่งเสริมและให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น ทำให้จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เนตเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนทวีคูณเมื่อเทียบกับ ยุคแรกๆ ที่อินเตอร์เนตยังไม่มีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากนัก ซึ่งส่งผลให้ความต้องการในการใช้งานส่วนต่างๆ เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้มีต้องมีการพัฒนาเวบไซต์เพื่อให้ตอบสนองความต้องการและรอบรับการใช้ งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“Read – Write” เป็นการกล่าวถึงลักษณะของการแสดงเนื้อหาและการโต้ตอบกันระหว่างเจ้าของ เวบไซต์กับผู้เข้าชมเวบไซต์ในยุค Web 2.0 ซึ่งมีลักษณะเป็นการที่มีการแบ่งปันความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มากกว่าที่จะเป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลผ่านเวบไซต์เพียงอย่างเดียว โดยผู้เข้าชมสามารถทำการแสดงความคิดเห็น หรือทำการสร้างเนื้อหา โดยไม่ต้องเป็นหนึ่งในทีมสร้างเนื้อหาหรือเจ้าของเวบไซต์ได้ อีกทั้งผู้เข้าชมยังสามารถกำหนดคุณค่าของเวบไซต์หรือบทความผ่านกระบวณการ ต่างๆ เช่นการให้คะแนนเนื้อหา การแนะนำบทความให้กับผู้อื่นเป็นต้น
รูปแบบหรือลักษณะโดยทั่วไปของเวบไซต์ในยุค Web 2.0 นั้นมีการพัฒนาให้มีการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้ได้ง่ายขึ้นและมีความหลากหลายใน การตอบสนองความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น เช่นผู้ใช้สามารถสร้างเนื้อหาได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องมีความรู้ทางเทคนิค , สามารถเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ของตนได้อย่างง่ายดาย, สามารถแบ่งปันข้อมูลไปยังเครือข่ายออนไลน์, สามารถแสดงความคิดเห็นและทัศนคติทำให้อย่างตรงไปตรงมาและเปิดกว้างเป็นต้น สิ่งต่างๆเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Web 2.0 มีส่วนช่วยในการสนับสนุนการสร้างสังคมที่มีความเกื้อหนุนกันทางด้านความรู้ และการรวมกลุ่มของเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ที่เกิดจากการคิดร่วมกันโดยไม่ได้ นัดหมาย
ตัวอย่างลักษณะของเวบไซต์ในยุค Web 2.0 เช่น Wikipedia ซึ่งเป็นสารานุกรมออนไลน์หลายภาษาที่แจกจ่ายในลักษณะเนื้อหาเสรีที่ให้ผู้ ใช้สามารถสร้าง แก้ไข และปรับปรุงเนื้อหาร่วมกันได้อย่างแทบไม่มีขีดจำกัด, flickr แหล่งออนไลน์ในการ ฝากและแสดงภาพถ่ายดิจิตอล โดยมีการให้ใส่คำจำกัดความของรูปภาพหรือที่เรียกว่า “Tag” เพื่อเป็นตัวช่วยในการจัดระบบและการค้นหาข้อมูล, Blog เวบไซต์ส่วนตัวสำเร็จรูปที่ช่วยให้การเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ทำได้ อย่างง่ายดาย



ตัวอย่างเว็บไซค์

 www.protopage.com



  • Web3.0 ยุคแห่งโลกอนาคต


                             web3_2.jpg


                          แนวโน้มในส่วนของ Web 3.0 ที่มีการกล่างถึงกันมากขึ้นในวงการไอทีนั้นยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนมาก นัก เนื่องจากยังไม่มีการนิยามและตัวอย่างของเวบไซต์ออกมาให้เห็นกันอย่างชัดเจน เป็นเพียงแนวโน้มของการพัฒนาที่กลุ่มคนบางกลุ่มที่ต้องการพัฒนาเวบไซต์ใน อนาคตให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้มากขึ้นเท่านั้น
แนวคิดของ Web 3.0 นั้นเป็นเหมือนกันนำ Web 2.0 มาทำการพัฒนาและต่อยอด โดยมีการปรับปรุงและแก้ไข Web 2.0 ให้ดีขึ้น เนื่องจากในยุค Web 2.0 นั้นผู้ใช้มีการสร้างเนื้อหาได้อย่างสะดวกและง่ายดายทำให้ มีจำนวนเนื้อหาจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น บล็อค, รูปภาพ, ไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อมาก็คือ ปัญหาในการค้นหาและเข้าถึงข้อมูล จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาแนวคิดหรือวิธีการในการจัดการข้อมูลให้เป็นระบบ และมีการเชื่อมโยงถึงกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาและเข้าถึง โดยแนวคิดดังกล่าวนั้นเป็นที่มาของการพัฒนาไปสู่ยุค Web 3.0 นั่นเอง
“Read – Write – Execute” เป็นการคาดการณ์ลักษณะของการแสดงเนื้อหาและการโต้ตอบกันระหว่างเจ้าของ เวบไซต์และผู้เข้าชมเวบไซต์ในยุค Web 3.0 ซึ่งมีลักษณะเป็นการที่ผู้ใช้สามารถอ่าน เขียน และทำการจัดการเนื้อหาและปรับแต่งแก้ไขข้อมูลหรือระบบได้อย่างอิสระ  หรือในอีกลักษณะหนึ่งของ Web 3.0 คือ “Read – Write – Relate” เป็นลักษณะของการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันมากขึ้นแทนที่จะเป็นเพียงข้อมูล ที่สามารถอ่านและเขียนได้เท่านั้น ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อมาคือเมื่อเราสามารถหาความสัมพันธ์และการเชื่อมโยง ข้อมูลต่างๆได้ ก็จะทำให้เราเข้าใจความหมายของเครือข่ายการเชื่อมโยงต่างๆมากขึ้น
รูปแบบหรือลักษณะโดยทั่วไปของเวบไซต์ในยุค Web 3.0 นั้นมีการกล่าวกันว่าเวบไซต์จะมีการพัฒนาให้กลายเป็น Semantic Web ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายของข้อมูลขึ้นมาเพื่อความสะดวกในการค้นหาและเข้า ถึงได้อย่างรวดเร็วทำให้มีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับเแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการทำให้เวบไซต์มีลักษณะของ Artificial intelligence (AI) ซึ่งทำให้เวบไซต์สามารถตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างชาญฉลาด คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น และสามารถแสดงข้อมูลเฉพาะส่วนที่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ได้
ตัวอย่างลักษณะของเวบไซต์ในยุค Web 3.0 เช่น Search Engine Google ที่เมื่อเราทำการสะกดคำที่ต้องการค้นหาผิด Google สามารถรู้ได้ว่าคำที่เราต้องการหาเป็นอะไร และทำการแสดงผลของคำที่เราน่าจะต้องการมาให้


ตัวอย่างเว็บไซค์

http://tineye.com/login?redirect=/search/632fd6d33bd64d5e97553347b96755feb3b62b32











ที่มา


วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การโจมตีซอฟต์แวร์ (Deliberate Software Attacks)



การโจมตีซอฟต์แวร์ (Deliberate Software Attacks)







         การโจมตีซอฟต์แวร์ (Deliberate Software Attacks)  เกิดขึ้นโดยการออกแบบซอฟต์แวร์ให้โจมตีระบบจากคนๆ เดียวหรือจากกลุ่มคนมีซอฟต์แวร์ที่ก่อความเสียหาย ทำลาย หรือ ปฏิเสธการบริการของระบบเป้าหมาย ซอพต์แวร์ที่ได้รับความนิยมคือ Malicious Code หรือ Malicious Software มักจะเรียกว่า มัลแวร์ (Malware) มีมากมาย อาทิ ไวรัส (Viruses) เวิร์ม (Worms) ม้าโทรจัน (Trojan Horses) Logic bombs และ ประตูหลัง (Back doors)
มัลแวร์ (Malware) มาจากคำว่า Malicious Software แปลตามตัวได้ว่า "ซอฟต์แวร์ประสงค์ร้าย" กล่าวคือ เป็นซอฟต์แวร์ใดๆก็ตามที่พยายามเชื่อมต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเข้าไปใช้สิทธิ์โดยปราศจากการขออนุญาต และทำให้เกิดผลเสียหายตามมา เช่นทำลายข้อมูล ขโมยข้อมูล หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกคุกคามนี้ทำงานตามความต้องการ เป็นต้น มัลแวร์ถูกแบ่งได้หลายประเภทขึ้นอยู่ลักษณะการทำงานและอันตรายที่เกิดขึ้น ซึ่งมีตัวอย่างดังต่อไปนี้
-          
          
             Virus (ไวรัส) คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่งที่ถูกออกแบบมาให้สามารถแพร่กระจายตัวเองจากไฟล์หนึ่งไปยังไฟล์อื่นๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งโดยปกติแล้วไวรัสคอมพิวเตอร์ไม่สามารถแพร่กระจายจากเครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องอาศัย "ไฟล์พาหะ หรือ host file" เป็นไฟล์ที่ถูกไวรัสคอมพิวเตอร์ฝังตัวอยู่ ซึ่งไฟล์พาหะนี้จะถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ ผ่านทางสื่อต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น อีเมล์ การแชร์ไฟล์ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมทั้งสื่อบันทึกต่างๆ ได้แก่ ดิสก์เก็ต (Disket) หรือไดร์ฟยูเอสบี (USB drive) ได้ เป็นต้น



       Worm (หนอน) เป็นสิ่งมีชีวิตในโลกไซเบอร์ที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันเป็นอย่างมาก หนอนอินเทอร์เน็ตเป็นโปรแกรมเล็กๆที่มีความสามารถที่จะแพร่กระจายในะระบบเครือข่ายได้ด้วยตัวมันเอง กล่าวคือไม่จำเป็นต้องอาศัยไฟล์พาหะในการแพร่กระจายเหมือนไวรัสคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกับหนอนผลไม้ทางชีวภาพที่สามารถเคลื่อนที่จากผลไม้ลูกหนึ่งไปยังผลไม้อีกลูกหนึ่งได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยพาหะพาไป หนอนอินเทอร์เน็ตอาจจะส่่งตัวเองผ่านทางอีเมล์ แพร่กระจายผ่านทางช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ หรือช่องทางอื่นๆผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ดังนั้นหนอนอินเทอร์เน็ตจึงมีอัตราการแพร่กระจายสูงและสร้างความเสียหายรุนแรงกว่าไวรัสคอมพิวเตอร์อย่างมาก




      Trojan horse (ม้าโทรจัน) ชื่อที่คุ้นหูจากมหากาพย์เมืองทรอยในอดีตของโฮมเมอร์ ถูกนำมาใช้เป็นชื่อของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเสียหายต่อระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยตรงเฉกเช่นเดียวกับไวรัสคอมพิวเตอร์และหนอนอินเทอร์เน็ต แต่ม้าโทรจันถูกออกแบบมาให้แฝงตัวเองเข้าไปในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างๆ และมีเจตนาทำสิ่งที่เหยื่อคาดไม่ถึง
ม้าโทรจันแตกต่างจากไวรัสคอมพิวเตอร์และหนอนอินเทอร์เน็ตที่ม้าโทรจันนั้นไม่สามารถทำสำเนาตัวเองและแพร่กระจายตัวเองได้ แต่ม้าโทรจันส่วนใหญ่จะแอบแฝงมากับซอฟต์แวร์หลากหลายรูปแบบเช่น เกมส์ การ์ดอวยพร หรือซอฟต์แวร์ผิดลิขสิทธิ์ต่างๆ เป็นต้น โดยซอฟต์แวร์เหล่านี้จะมีลักษณะเชิญชวนหรือหลอกล่อให้เหยื่อหลงเชื่อและดาวน์โหลดมาติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อโดยไม่ทันระวังตัว


Back Door or Trap Door (ประตูหลัง) เป็นสิ่งที่โปรแกรมเมอร์ได้สร้างไว้และรู้กันเฉพาะกลุ่มสำหรับการเข้าไปแก้ไขระบบ ซึ่งเป็นช่องโหว่ให้แฮคเกอร์เข้ามาในระบบและมีสิทธิพิเศษในการแก้ไขสิ่งต่างๆตัวอย่าง ประเภทของ back door มี Sub seven และ Back Orifice


Polymorphism เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาให้มีความยากในการตรวจจับ อาจจะใช้เวลาหลายวันในการสร้างโปรแกรมตรวจจับ เพื่อจัดการกับ polymorphism เพราะมันใช้เทคนิคการซ่อนลักษณะเฉพาะที่สำคัญ (signatures) ไม่ให้คงรูปเดิม เพื่อหลีกจากการตรวจจับของโปรแกรมแอนตี้ไวรัส


Virus and Worm Hoaxes (ไวรัสและหนอน) เป็นรูปแบบของการหลอกลวงผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทำให้เสียเงินเสียเวลาในการวิเคราะห์ โดยไวรัสหลอกลวงจะมาในรูปจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เตือนให้ระวังอันตรายจากไวรัส ด้วยการอ้างแหล่งข้อมูลเป็นรายงานที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ผู้รับส่งต่อจดหมายเตือนฉบับนั้นต่อๆไปอีกหลายๆทอด ซึ่งเป็นลักษณะของไวรัสหลอกลวง หากได้รับจดหมายประเภทนี้ไม่ควรที่จะส่งต่อ ควรเช็คจากแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องก่อนทำการส่ง และควรจะอัพเดทโปรแกรมแอนตี้ไวรัสอย่างสม่ำเสมอ
แหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ทในการวิจัยเกี่ยวกับไวรัสว่าจริงหรือหลอก สำหรับข้อมูลล่าสุดของภัยคุกคามทั้งไวรัส เวิร์ม และโฮแอ็กส์ สามารถเข้าไปได้ที่ CERT Coordination (www.cert.org) เป็นศูนย์รวมการรักษาความปลอดภัยข้อมูล





ที่มา